
117.5K
Downloads
411
Episodes
Prachatai Podcast
Episodes

May 21, 2026
May 21, 2026
25 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านหนังสือสำคัญของฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) เรื่อง The Origins of Totalitarianism หรือ กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ผลงานคลาสสิกชิ้นสำคัญทางทฤษฎีการเมืองที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1951 และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ท่ามกลางความสับสนของผู้คนต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมอเมริกัน
อาเรนต์เป็นนักคิดการเมืองชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้เผชิญภัยคุกคามจากลัทธินาซีและต้องลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอเขียนผลงานสำคัญจำนวนมาก เช่น The Human Condition, Eichmann in Jerusalem, On Revolution และ On Violence โดยเฉพาะ The Origins of Totalitarianism ที่พยายามทำความเข้าใจลัทธินาซีและลัทธิสตาลินในฐานะปรากฏการณ์การเมืองรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 20
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ลัทธิต่อต้านชาวยิว ลัทธิจักรวรรดินิยม และลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จ โดย Arendt ไม่ได้เสนอประวัติศาสตร์แบบเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามสำรวจ “องค์ประกอบ” ทางความคิด สังคม และการปฏิบัติ ที่ค่อย ๆ บรรจบกันจนทำให้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในประวัติศาสตร์
สำหรับอาเรนต์ ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ใช่เผด็จการทั่วไป แต่เป็นรูปแบบการปกครองใหม่ที่มุ่งควบคุมมนุษย์ทั้งภายนอกและภายใน ทำลายความเป็นปัจเจก ความหลากหลาย และความสามารถของมนุษย์ในการริเริ่มสิ่งใหม่ พร้อมเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอุดมการณ์ที่อ้างความจริงสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น “กฎของธรรมชาติ” ในลัทธินาซี หรือ “กฎของประวัติศาสตร์” ในลัทธิสตาลิน
อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “ความหวาดกลัว” และ “อุดมการณ์” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ความหวาดกลัวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือควบคุมผู้คน แต่ทำหน้าที่ทำให้อุดมการณ์กลายเป็นความจริง ขณะที่อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จเสนอคำอธิบายโลกทั้งหมดจากสมมติฐานเดียว จนทำให้มนุษย์ละทิ้งเสรีภาพในการคิด และยอมผูกตัวเองไว้กับตรรกะของขบวนการ
และอีกเงื่อนไขสำคัญก็คือ loneliness หรือความโดดเดี่ยว ที่ทำให้มวลชนจำนวนมากเปิดรับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เมื่อผู้คนรู้สึกไร้บ้าน ไร้ราก ไร้ความหมาย และไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลก อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จจึงเข้ามามอบคำอธิบาย อัตลักษณ์ และเป้าหมายใหม่ให้ชีวิต โดยอาเรนต์ย้ำเตือนว่า ตราบใดที่โลกยังผลิตความโดดเดี่ยวและความไร้ความหมาย ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ยังสามารถกลับมาเกิดขึ้นได้เสมอ

May 11, 2026
May 11, 2026
21 min
“อาหารไทย” ถูกมอง ถูกร่าง ถูกสร้าง และถูกขายอย่างไรในสหรัฐอเมริกา หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำหนังสือ Flavors of Empire: Food and the Making of Thai America (2017) ของมาร์ค ผดุงภัทร (Mark Padoongpatt) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเอเชียน-อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยเนวาดา
งานของมาร์คเสนอว่า “อาหารไทย” ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการกิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามเย็น การอพยพ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยชี้ให้เห็นว่า การที่อาหารไทยกลายเป็นที่นิยมในอเมริกา เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อไทยทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม
การเปิดตัว “Bangkok Market” ในย่านอีสต์ ฮอลลีวูด เมื่อปี ค.ศ. 1971 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนไทยในนครลอสแอนเจลิส เพราะตลาดแห่งนี้ทำให้คนไทยเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญ เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกแกง หลังจากก่อนหน้านั้นต้องใช้วัตถุดิบทดแทนจากตลาดคนจีนหรือของท้องถิ่น จนไม่สามารถสร้างรสชาติ “ยำ” แบบไทยได้เต็มที่ “Bangkok Market” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนไทยรักษาความทรงจำ ความรู้สึกเป็นบ้าน และสร้างเครือข่ายชุมชนในสังคมอเมริกันผ่านอาหาร
ในทศวรรษ 1980-1990 ร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิสเติบโตอย่างมาก เริ่มมีแนวคิดอาหารไทยแบบไม่เผ็ด “not-too-spicy” มีกรณีของ Tommy Tang เชฟไทยในเวสต์ ฮอลลีวูด ที่ปรับอาหารไทยให้เข้ากับรสนิยมของชนชั้นกลางอเมริกัน ด้วยอาหารฟิวชันและรสชาติที่ไม่เผ็ดจัดเกินไป ผู้เขียนชี้ว่า ร้านอาหารไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ “ความเป็นไทย” ถูกจัดวางและขายให้ผู้บริโภคอเมริกันในฐานะสิ่ง exotic น่าตื่นเต้น และแตกต่าง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบที่ตลาดอเมริกันยอมรับได้
หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึง “ไทยทาวน์” และเทศกาลอาหารไทยในลอสแอนเจลิส ซึ่งสะท้อนความพยายามของคนไทยในการสร้างพื้นที่และตัวตนทางสังคมในอเมริกา อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะมีร้านอาหาร เทศกาล และย่านของตัวเอง แต่คนไทยจำนวนมากยังอยู่ในสถานะคล้าย “subaltern” หรือกลุ่มชายขอบในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะแรงงานร้านอาหาร ผู้หญิง และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร ซึ่งแทบไม่มีเสียงในภาพแทนทางการของชุมชนไทย
ส่งท้าย Flavors of Empire ยังเสนอว่า อาหารไทยในอเมริกาไม่ใช่เพียงเรื่องของรสชาติ แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจ การอพยพ ชนชั้น และการต่อรองอัตลักษณ์ของคนไทยในสังคมอเมริกัน อาหารไทยจึงเป็นทั้งพื้นที่แห่งโอกาส ความภูมิใจ และในเวลาเดียวกันก็สะท้อนความไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา #หมายเหตุประเพทไทย #คนไทยในอเมริกา

May 7, 2026
May 7, 2026
35 min
ทั้งโลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมกัน พยายามแก้ไข ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผล อาจจะเพราะความเห็นแก่ตัวแบะเห็นแก่เผ่าพันธุ์ตนเองของมนุษย์...หรือเปล่า?
เพราะเราเชื่อว่ามีเราเท่านั้นที่คิดและรู้สึกได้ สิ่งที่มิใช่มนุษย์จึงถูกผลักไปอยู่อีกฝั่ง แต่ถ้าเราคิดว่าก้อนหิน ปลาหมึก หรือวาฬ ก็ไม่ต่างจากเรา จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งอื่นๆ เท่าเทียมกับเรา...หรือเปล่า?
#BookBar ตอนนี้สนทนากับเก่งกิจ กิติเรียงลาภ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียน 'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง

May 4, 2026
May 4, 2026
25 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “โง่และขี้เกียจ: วาทกรรมความจนของชนบท ของชนชั้นนำไทย ท่ามกลางการปะทะของแนวคิดแบบอเมริกันและวัฒนธรรมจีน พ.ศ. 2500-2514” ของ วิเชิด ทวีกุล และภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เผยแพร่ในวารสารการบริหารท้องถิ่น ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มี.ค. 2569) (อ่านบทความ) ซึ่งชวนย้อนกลับไปสำรวจ “ยุคพัฒนา” ของรัฐไทย ว่าความยากจนของชนบทถูกอธิบายและทำให้กลายเป็น "ชุดความจริง" ทางสังคมอย่างไร
โดยในช่วงที่รัฐไทยเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 (หรือ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ในเวลาต่อมา) ภายใต้อิทธิพลความรู้ เงินทุน และเทคนิคจากสหรัฐอเมริกา ภาคชนบทถูกวางให้เป็นฐานรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกัน คนชนบทกลับถูกอธิบายผ่านวาทกรรมว่า “โง่” เพราะขาดการศึกษา ไม่เปิดรับเทคโนโลยี และหลงเชื่อคอมมิวนิสต์ได้ง่าย รวมถึงถูกมองว่า “ขี้เกียจ” เพราะยังไม่ทำงานหนักพอ ไม่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และไม่ปรับตัวตามแบบการพัฒนาใหม่ของรัฐ
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบ “ชาวชนบทไทย” กับ “คนจีน” ในยุคนั้น เมื่อวาทกรรมเรื่องคนจีนขยัน อดออม ส่งลูกเรียน และถีบตัวขึ้นเป็นชนชั้นกลาง ถูกใช้ตัดกับภาพคนชนบทไทยที่ถูกทำให้ดูไร้การศึกษา ล้าหลัง และต้องรอรัฐเข้าไปพัฒนา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายความจน แต่เป็นวิธีสร้างความชอบธรรมให้รัฐรวมศูนย์เข้าไปจัดการชีวิตชนบท
ช่วงท้ายรายงาน ชวนพิจารณามรดกของวาทกรรม “โง่และขี้เกียจ” ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมและการเมืองไทยร่วมสมัย ตั้งแต่เพลง “ผู้ใหญ่ลี” ที่สะท้อนช่องว่างระหว่างรัฐกับชนบท ไปจนถึงภาษาของรัฐในยุคหลังรัฐประหารที่ยังแฝงท่าทีสั่งสอนประชาชน เช่น แคมเปญรณรงค์ ‘รับ’ ประชามติรัฐธรรมนูญปี 2559 และกรณีเอกสารราชการหัวข้อ “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ในปี 2561

Apr 27, 2026
Apr 27, 2026
58 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนคุยหลังชม โกฮัง..หัวใจโกโฮม ภาพยนตร์จาก 3 ผู้กำกับ ชยนพ บุญประกอบ, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ อัตตา เหมวดี ที่ชวนมองชีวิต “คนเลี้ยงหมา” ผ่านสายตาของ “หมาหาบ้าน” ใน 3 ช่วงชีวิต 3 ความสัมพันธ์ ได้แก่ ฮิโระ วิศวกรชาวญี่ปุ่น, น้ำชา แม่บ้านชาวพม่าในบ้านพักพิงสุนัข และเปเล่กับใจดี นักศึกษามหาวิทยาลัย
เรื่องราวของ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ทำให้ผู้ชมซึ้งเพราะสะเทือนชีวิตของ “หมา” หรือสะท้อนชีวิต “คน” กันแน่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] วันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย. เวลาหกโมงเย็น

Apr 22, 2026
Apr 22, 2026
32 min
สิบกว่าปีที่ผ่านมา หนังสือฮีลใจเป็นกระแสที่ยึดพื้นที่ชั้นหนังสือไว้ได้หลายชั้น บางสำนักพิมพ์แตกตัวมาจับตลาดนี้โดยเฉพาะ
Book Bar ตอนนี้ร่วมสำรวจปรากฏการณ์หนังสือฮีลใจผ่านมุมมองมานุษยวิทยา คุณจะพบว่าในโลกทุนนิยม หนังสือฮีลใจคือพื้นที่เล็กๆ สำหรับปลอบประโลม หลบภัย ฟื้นฟูเรี่ยวแรง เพื่อกลับไปสู้ใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง
คือยาชาที่จำเป็นในโลกทุนนิยมเป็นพิษ ไม่ว่าคุณจะมองหนังสือฮีลใจด้วยสายตาแบบไหนก็ตาม

Apr 22, 2026
Apr 22, 2026
23 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนสำรวจชีวิตของ “ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง” ผ่านวิทยานิพนธ์ “เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร” (2567) ของ กวิสรา ทศพะรินทร์ (อ่านวิทยานิพนธ์) ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยบางส่วนในกรุงเทพฯ ที่ต้องเข้าสู่อาชีพค้าบริการทางเพศท่ามกลางข้อจำกัดด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และสถานะการอยู่อาศัย
ประเทศไทยยังไม่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง แม้ได้รับการรับรองจาก UNHCR แต่ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย และต้องเผชิญความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต ทั้งความเสี่ยงจากการจับกุม การเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐาน และการรอไปประเทศที่สามโดยไม่มีกำหนดเวลา
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ งานค้าบริการทางเพศจึงถูกมองโดยผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งว่าเป็นเพียง “ทางเลือกเพื่อความอยู่รอด” มากกว่าจะเป็นอาชีพที่ตั้งใจเลือก รายการชวนทำความเข้าใจทั้งประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยหญิงและชาย ตลอดจนมุมมองจากเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ ที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางกฎหมายและเศรษฐกิจ มากกว่าความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล
ช่วงท้ายของรายการ ชวนคิดต่อถึงแนวทางเชิงนโยบาย ทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย การเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการ และการลดอคติทางสังคม เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีมากขึ้น #หมายเหตุประเพทไทย

Apr 12, 2026
Apr 12, 2026
23 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนคุยเรื่อง “เวลา” ที่เราอาจคิดว่าเป็นของเรา แต่แท้จริงแล้วอาจถูกกำหนดโดยระบบเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ ผ่านบทสนทนากับ สุธิดา วิมุตติโกศล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียน "ป่วนนาฬิกา: วรรณกรรมคาดการณ์กับอนาคตนอกเวลาทุนนิยม" (2568)
โดยชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนธรรมดาที่สุดในชีวิตประจำวันอย่าง “นาฬิกา” และ “เวลา 24 ชั่วโมงที่เท่ากันของทุกคน” ว่าแท้จริงแล้ว เวลาในโลกทุนนิยมทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือจัดระเบียบชีวิต หรือเป็นกลไกที่กำหนดจังหวะการทำงาน การพักผ่อน และความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต
จากตัวอย่างความแตกต่างระหว่างเวลาของคนเมืองกับเวลาของคนเรือที่ผูกกับจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง ยังชวนสำรวจว่า “เวลาแบบทุนนิยม” ถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควบคุมได้ และต้องเดินไปพร้อมกันทั้งระบบอย่างไร พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่อง productivity ที่ค่อย ๆ ถูกทำให้กลายเป็นคุณค่าพื้นฐานของชีวิตสมัยใหม่
อีกช่วงสำคัญของรายการยังชวนทำความเข้าใจแนวคิด ‘speculative fiction’ หรือ ‘วรรณกรรมคาดการณ์’ ในฐานะพื้นที่ทางความคิดที่เปิดให้เราจินตนาการถึงโลกและอนาคตที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นสังคมหลังทุนนิยม โลกหลังหายนะ หรือความเป็นไปได้ของรูปแบบชีวิตที่ไม่ถูกกำกับด้วยเวลามาตรฐานแบบเดียวกัน
ท้ายที่สุด ชวนอ่านใหม่ว่าแนวคิด ‘apocalyptic thinking’ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นการคิดถึง “จุดจบ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการถึงการเปลี่ยนผ่าน และตั้งคำถามว่าเราจะสามารถมีชีวิตในแบบอื่น ที่ไม่ถูกควบคุมด้วยจังหวะเวลาของระบบเศรษฐกิจได้หรือไม่ #หมายเหตุประเพทไทย #ป่วนนาฬิกา

Apr 7, 2026
Apr 7, 2026
1hr 8 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชวนรำลึกถึงเจอร์เกน ฮาร์เบอร์มาส (Jürgen Habermas) นักปรัชญา นักสังคมวิทยา นักทฤษฎีวิพากษ์ และปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญของยุโรป ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาในวัย 96 ปี การจากไปของเขาถูกนำเสนอโดยสื่อใหญ่ทั่วโลก และมักได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญที่สุดของยุคหลังสงคราม เป็น “มโนธรรมทางศีลธรรม” ของเยอรมนีหลังสงคราม และเป็นบุคคลหลักของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตรุ่นที่สอง
เทปนี้ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และภาวิน มาลัยวงศ์ จะพาย้อนดูเส้นทางความคิดของฮาร์เบอร์มาส ตั้งแต่ภูมิหลังที่เติบโตขึ้นมาในเยอรมนีช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การเข้าร่วมสำนักคิด Frankfurt School of Critical Theory และบทบาทของเขาในฐานะผู้สืบทอดทฤษฎีวิพากษ์ที่พยายามฟื้นความหวังให้กับประชาธิปไตยสมัยใหม่ ผ่านผลงานสำคัญอย่าง The Structural Transformation of the Public Sphere, The Theory of Communicative Action และ Between Facts and Norms ฯลฯ ซึ่งเชื่อมโยงประเด็นพื้นที่สาธารณะ การสื่อสาร เหตุผล ประชาธิปไตย และความชอบธรรมทางการเมืองเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ยังชวนทำความเข้าใจแกนหลักของความคิดฮาร์เบอร์มาส ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง public sphere ความเชื่อว่าความเป็นสมัยใหม่และยุคเรืองปัญญายังเป็น “โครงการที่ไม่เสร็จสิ้น” ตลอดจนข้อเสนอเรื่องcommunicative action หรือการสื่อสารที่มุ่งหาความเข้าใจร่วมกันโดยปราศจากการครอบงำ ซึ่งต่อมากลายเป็นฐานคิดสำคัญของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ รวมถึงการถกเถียงของเขากับทั้งสำนักแฟรงก์เฟิร์ตรุ่นแรกและนักคิดสายหลังสมัยใหม่อย่างมิเชล ฟูโกต์ และฌากส์ แดร์ริดา
ไม่เพียงเท่านั้นฮาร์เบอร์มาสในฐานะนักคิดที่ได้รับทั้งคำยกย่องและคำวิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในบั้นปลายชีวิต เมื่อจุดยืนของเขาต่อยุโรป สงคราม และฉนวนกาซา กลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิชาการและฝ่ายซ้ายร่วมสมัย ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย #Habermas

Mar 30, 2026
Mar 30, 2026
22 min
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนสำรวจโลกของ “ละคร” ที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่ ละครน้ำเน่า ละครหลังข่าวแบบดั้งเดิม ไปจนถึงซีรีส์จีนแนวตั้ง ละครคุณธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และคอนเทนต์จาก Netflix, Disney+ และ HBO เพื่อทำความเข้าใจว่าละครไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผู้ชมบริโภคอยู่ทุกวัน
โดยอ้างถึงงานวิจัยเรื่อง “การบริโภคละครโทรทัศน์ไทยผ่านเว็บไซด์ในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน: กรณีศึกษาประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและจีน” (2562) โดยอัมพร จิรัฐติกร และ อัจฉรียา สายศิลป์ (อ่านงานวิจัย) ซึ่งศึกษาการขยายตัวของผู้ชมละครไทยในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของแพลตฟอร์มการรับชมระหว่างปี พ.ศ. 2556–2558 งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าละครไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ชมในประเทศ แต่ได้สร้างฐานแฟนคลับข้ามภาษาและวัฒนธรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
พร้อมชวนดูพัฒนาการความนิยมละครไทยในต่างประเทศ เช่น พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งผู้ชมเข้าถึงละครไทยได้ง่ายจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ขณะที่ในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การรับชมส่วนใหญ่เกิดผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการออกอากาศทางโทรทัศน์ ส่วนในจีน ละครไทยเคยมี “ยุคทอง” ระหว่างปี 2551–2554 ก่อนจะชะลอตัวจากนโยบายควบคุมการนำเข้าละครต่างประเทศและข้อจำกัดด้านเนื้อหา
อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “กลุ่มแฟนซับ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางวัฒนธรรม แปลและเผยแพร่ละครไทยให้ผู้ชมต่างชาติ แม้จะอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชอบแบบอาสาสมัครกับข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์และการกำกับดูแลของรัฐ กลุ่มเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการขยายอิทธิพลของละครไทยในภูมิภาค
นอกจากนี้ยังชวนมองการปรับตัวของอุตสาหกรรมละครไทยหลังยุคทีวีดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหา เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ตั้งแต่การเกิดซีรีส์แนวใหม่อย่างซีรีส์วัยรุ่น ซีรีส์วาย BL ละครเรียลลิตี้ดราม่า ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และคำบรรยายหลายภาษาเพื่อเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก
ท้ายที่สุดละครไทยที่เราคุ้นเคย อาจไม่ใช่แค่เรื่องรักชิงรักหักสวาท แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนที่ของวัฒนธรรมสื่อไทยในระดับภูมิภาค และเป็นหน้าต่างสำคัญในการมองความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิง เทคโนโลยี และผู้ชมข้ามพรมแดน
