Episodes

18 minutes ago
หนังวาบหวิวยุคเผด็จการเกาหลีใต้ | หมายเหตุประเพทไทย
18 minutes ago
18 minutes ago
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนพูดคุยตั้งต้นจากซีรีส์ Aema (มาดามแอมา) ของ Netflix ซึ่งพาผู้ชมย้อนกลับไปยังวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ในทศวรรษ 1970-1980 ภายใต้ระบอบเผด็จการของพัคชองฮีและชอนดูฮวัน ช่วงเวลาที่รัฐควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด แต่ในขณะเดียวกันกลับเปิดพื้นที่ให้ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศและความวาบหวิวเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ
จากจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ Madame Aema (1982) ที่มักถูกเรียกว่า “หนังอีโรติกเรื่องแรกของเกาหลีใต้” รายการชวนสำรวจประวัติศาสตร์ของ “หนังวาบหวิว” ของเกาหลีใต้ตั้งแต่ยุค “Hostess Films” ในสมัยพัคชองฮี ซึ่งเล่าเรื่องหญิงชนชั้นแรงงานที่ถูกผลักเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการทางเพศ ท่ามกลางความยากจน การกดขี่ และการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเผด็จการ ไปจนถึงยุค “Erotic Films” ในสมัยชอนดูฮวัน ที่รัฐผลักดันนโยบาย 3S (Sports, Screens, Sex) เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนออกจากการเมืองหลังเหตุการณ์สังหารหมู่กวางจู
เหตุใดรัฐบาลที่เคร่งครัดเรื่องศีลธรรมจึงยอมให้หนังเกี่ยวกับเรื่องเพศผ่านการเซ็นเซอร์ได้? หนังเหล่านี้เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูก หรือเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ร่างกาย เพศสภาพ และการควบคุมทางการเมือง? และอะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ในหนัง "Hostess Films" กับผู้หญิงชนชั้นกลางในหนังอีโรติกยุค 1980s?
ติดตามการเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ ที่เผยให้เห็นว่าแม้เผด็จการจะพยายามควบคุมการแสดงออกทางการเมืองเพียงใด แต่เรื่องเพศ ความปรารถนา และอุตสาหกรรมบันเทิง ก็ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุน เพศสภาพ และเสรีภาพในการแสดงออกของผู้คนในสังคม
พร้อมแนะนำบทความ “Film Censorship Policy During Park’s Chung Hee’s Military Regime (1960-1979) and Hostess Films” ของ Molly Hyo Kim (2016) มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (https://iafor.org/journal/iafor-journal-of-cultural-studies/volume-1-issue-2/article-3/) และวิทยานิพนธ์ “Desiring Bodies and Ascetic Regimes: Popular Erotic Film in South Korea from 1973 to 1985” ของ Matthew James Winchell (2012) มหาวิทยาลัยฮาวาย (https://scholarspace.manoa.hawaii.edu/items/10e43c62-bff8-4a1c-b4b6-e7d3cd5c2325)

19 minutes ago
พิพาทดินแดนยิ่งมาก ภูมิภาคยิ่งสงบ? | หมายเหตุประเพทไทย
19 minutes ago
19 minutes ago
หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “Closing Pandora’s Box: Can Shared Vulnerability Underpin Territorial Stability?” ตีพิมพ์ในวารสาร International Organization (2026) บทความตั้งคำถามสำคัญต่อความขัดแย้งเรื่องดินแดนและพรมแดนระหว่างรัฐ ว่าทำไมหลายประเทศจึงเลือก “ยับยั้ง” ความทะเยอทะยานอยากขยายดินแดนของตนเอง แม้จะมีข้อพิพาทหรือมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนบางแห่งก็ตาม
บทความชิ้นนี้สำรวจแนวคิดที่เรียกว่า “Pandora’s box logic” หรือ “ตรรกะกล่องแพนดอรา” ซึ่งมองว่าการเปิดประเด็นแก้ไขพรมแดนหรืออ้างสิทธิ์ดินแดน อาจสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ให้รัฐอื่น ๆ ที่ไม่พอใจกับเส้นเขตแดนลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองตามไปด้วย จนกระทบเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค เพราะเมื่อรัฐหนึ่งเริ่มท้าทายสถานะเดิม ก็อาจไม่มีใครสามารถควบคุมผลลัพธ์ที่ตามมาได้อีก
แนวคิดเช่นนี้ถูกใช้บ่อยมากในบริบทของแอฟริกาหลังได้รับเอกราช ซึ่งหลายประเทศเลือกยอมรับพรมแดนเดิมที่มหาอำนาจอาณานิคมขีดไว้ แม้เส้นแบ่งเหล่านั้นจะไม่ได้สอดคล้องกับชาติพันธุ์ ภาษา หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะเกรงว่าหากเปิดประเด็นแก้พรมแดนขึ้นมา จะนำไปสู่ความขัดแย้งไม่รู้จบทั่วทั้งทวีป
รายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้จะพาไปสำรวจว่า “ความเปราะบางร่วมกัน” (shared vulnerability) สามารถกลายเป็นพื้นฐานของเสถียรภาพทางดินแดนได้จริงหรือไม่ เมื่อรัฐต่าง ๆ ต่างตระหนักว่าตนเองก็มีจุดอ่อนและอาจตกเป็นเป้าของการอ้างสิทธิ์เช่นเดียวกัน จึงเลือก “ยับยั้งกันและกัน” เพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้
อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป ผู้เขียนเสนอผ่านแบบจำลองทางทฤษฎีว่า แม้ความร่วมมือเพื่อรักษาพรมแดนเดิมจะเกิดขึ้นได้ แต่เงื่อนไขที่ทำให้เกิดเสถียรภาพเช่นนั้นค่อนข้างเปราะบางและจำกัด อีกทั้งระเบียบแบบนี้ก็ไม่เคยเป็น “ทางเลือกเดียว” เพราะรัฐยังสามารถเลือกใช้แนวทางเผชิญหน้าและท้าทายสถานะเดิมได้เสมอ หากเห็นว่าตนมีโอกาสได้เปรียบ
นอกจากนี้ยังชวนคิดต่อว่า แนวคิดเรื่อง “กล่องแพนดอรา” ถูกนำมาใช้อธิบายความขัดแย้งเรื่องดินแดนในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอย่างไร ตั้งแต่แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย ไปจนถึงกรณีร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับชาตินิยม พรมแดน และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ พร้อมตั้งคำถามว่า เสถียรภาพที่ตั้งอยู่บนความหวาดกลัวต่อการล่มสลายของระเบียบเดิมนั้น จะยั่งยืนได้จริงหรือไม่ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลับมารุนแรงอีกครั้ง

Wednesday May 27, 2026
เพศภาวะและอาณานิคมในสมัย ร.4 | หมายเหตุประเพทไทย
Wednesday May 27, 2026
Wednesday May 27, 2026
หมายเหตุประเพทไทย [Live] เย็นวันอาทิตย์นี้ ชวนอ่านบทความวิชาการ “ไหนๆ เกิดมาเป็นชาย ชีวิตยังไม่ทำลาย ไม่ควรจะประมาทดูหมิ่นกัน”: เพศภาวะและอาณานิคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานของ วรธิภา สัตยานุศักดิ์กุล และกรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ เผยแพร่ในวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 (มกราคม–มิถุนายน 2568) (อ่านบทความ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/277180/188594)
บทความชิ้นนี้พาผู้อ่านย้อนกลับไปสำรวจการเปลี่ยนแปลงเรื่อง “เพศภาวะ” ของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของจักรวรรดินิยมตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ส่งผลเพียงต่อการปฏิรูปบ้านเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังสั่นคลอนวิธีคิดเรื่อง “ความเป็นหญิง” และ “ความเป็นชาย” ของชนชั้นปกครองสยามด้วย
เมื่อสยามต้องเผชิญหน้ากับสายตาและมาตรฐานแบบตะวันตก ชนชั้นนำสยามปรับตัวเรื่องเพศภาวะอย่างไร ความเป็นชายของราชสำนักถูกท้าทายจากทั้งวาทกรรมสตรีนิยมและอุดมคติความเป็นชายแบบจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างไรบ้าง รวมถึงการพยายาม “ปรับแต่ง” ความสัมพันธ์หญิง-ชายให้สอดคล้องกับมาตรฐานศิวิไลซ์แบบตะวันตก โดยยังผสมอยู่กับคุณค่าจารีตเดิมของสังคมสยาม โดยเกิดดีเบตตั้งแต่ประเด็นการมีภรรยาหลายคนในราชสำนัก สามีขายภรรยาและลูกเป็นทาส ไปจนถึงเสรีภาพในการเลือกคู่ครองของสตรี ล้วนกลายเป็นพื้นที่ถกเถียงสำคัญในยุคที่สยามกำลังต่อรองกับโลกสมัยใหม่และอำนาจอาณานิคม
บทความนี้ยังชี้ให้เห็นว่า อำนาจของจักรวรรดินิยมตะวันตกไม่ได้จำกัดอยู่แค่กำลังทหารหรือการครอบงำทางเศรษฐกิจ แต่ยังแทรกซึมผ่าน “ความรู้” และ “มโนทัศน์” ที่เข้ามากำหนดว่าอะไรคือความศิวิไลซ์ อะไรคือความล้าหลัง และอะไรคือความสัมพันธ์หญิง-ชายที่ “เหมาะสม” ในสายตาโลกสมัยใหม่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้

Thursday May 21, 2026
Hannah Arendt และกำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ | หมายเหตุประเพทไทย
Thursday May 21, 2026
Thursday May 21, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านหนังสือสำคัญของฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) เรื่อง The Origins of Totalitarianism หรือ กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ผลงานคลาสสิกชิ้นสำคัญทางทฤษฎีการเมืองที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1951 และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ท่ามกลางความสับสนของผู้คนต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมอเมริกัน
อาเรนต์เป็นนักคิดการเมืองชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้เผชิญภัยคุกคามจากลัทธินาซีและต้องลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอเขียนผลงานสำคัญจำนวนมาก เช่น The Human Condition, Eichmann in Jerusalem, On Revolution และ On Violence โดยเฉพาะ The Origins of Totalitarianism ที่พยายามทำความเข้าใจลัทธินาซีและลัทธิสตาลินในฐานะปรากฏการณ์การเมืองรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 20
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ลัทธิต่อต้านชาวยิว ลัทธิจักรวรรดินิยม และลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จ โดย Arendt ไม่ได้เสนอประวัติศาสตร์แบบเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามสำรวจ “องค์ประกอบ” ทางความคิด สังคม และการปฏิบัติ ที่ค่อย ๆ บรรจบกันจนทำให้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในประวัติศาสตร์
สำหรับอาเรนต์ ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ใช่เผด็จการทั่วไป แต่เป็นรูปแบบการปกครองใหม่ที่มุ่งควบคุมมนุษย์ทั้งภายนอกและภายใน ทำลายความเป็นปัจเจก ความหลากหลาย และความสามารถของมนุษย์ในการริเริ่มสิ่งใหม่ พร้อมเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอุดมการณ์ที่อ้างความจริงสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น “กฎของธรรมชาติ” ในลัทธินาซี หรือ “กฎของประวัติศาสตร์” ในลัทธิสตาลิน
อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “ความหวาดกลัว” และ “อุดมการณ์” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ความหวาดกลัวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือควบคุมผู้คน แต่ทำหน้าที่ทำให้อุดมการณ์กลายเป็นความจริง ขณะที่อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จเสนอคำอธิบายโลกทั้งหมดจากสมมติฐานเดียว จนทำให้มนุษย์ละทิ้งเสรีภาพในการคิด และยอมผูกตัวเองไว้กับตรรกะของขบวนการ
และอีกเงื่อนไขสำคัญก็คือ loneliness หรือความโดดเดี่ยว ที่ทำให้มวลชนจำนวนมากเปิดรับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เมื่อผู้คนรู้สึกไร้บ้าน ไร้ราก ไร้ความหมาย และไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลก อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จจึงเข้ามามอบคำอธิบาย อัตลักษณ์ และเป้าหมายใหม่ให้ชีวิต โดยอาเรนต์ย้ำเตือนว่า ตราบใดที่โลกยังผลิตความโดดเดี่ยวและความไร้ความหมาย ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ยังสามารถกลับมาเกิดขึ้นได้เสมอ

Monday May 11, 2026
“Flavors of Empire” ก่อร่างสร้างอาหารไทยในอเมริกา | หมายเหตุประเพทไทย
Monday May 11, 2026
Monday May 11, 2026
“อาหารไทย” ถูกมอง ถูกร่าง ถูกสร้าง และถูกขายอย่างไรในสหรัฐอเมริกา หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำหนังสือ Flavors of Empire: Food and the Making of Thai America (2017) ของมาร์ค ผดุงภัทร (Mark Padoongpatt) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเอเชียน-อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยเนวาดา
งานของมาร์คเสนอว่า “อาหารไทย” ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการกิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามเย็น การอพยพ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยชี้ให้เห็นว่า การที่อาหารไทยกลายเป็นที่นิยมในอเมริกา เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อไทยทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม
การเปิดตัว “Bangkok Market” ในย่านอีสต์ ฮอลลีวูด เมื่อปี ค.ศ. 1971 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนไทยในนครลอสแอนเจลิส เพราะตลาดแห่งนี้ทำให้คนไทยเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญ เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกแกง หลังจากก่อนหน้านั้นต้องใช้วัตถุดิบทดแทนจากตลาดคนจีนหรือของท้องถิ่น จนไม่สามารถสร้างรสชาติ “ยำ” แบบไทยได้เต็มที่ “Bangkok Market” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนไทยรักษาความทรงจำ ความรู้สึกเป็นบ้าน และสร้างเครือข่ายชุมชนในสังคมอเมริกันผ่านอาหาร
ในทศวรรษ 1980-1990 ร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิสเติบโตอย่างมาก เริ่มมีแนวคิดอาหารไทยแบบไม่เผ็ด “not-too-spicy” มีกรณีของ Tommy Tang เชฟไทยในเวสต์ ฮอลลีวูด ที่ปรับอาหารไทยให้เข้ากับรสนิยมของชนชั้นกลางอเมริกัน ด้วยอาหารฟิวชันและรสชาติที่ไม่เผ็ดจัดเกินไป ผู้เขียนชี้ว่า ร้านอาหารไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ “ความเป็นไทย” ถูกจัดวางและขายให้ผู้บริโภคอเมริกันในฐานะสิ่ง exotic น่าตื่นเต้น และแตกต่าง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบที่ตลาดอเมริกันยอมรับได้
หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึง “ไทยทาวน์” และเทศกาลอาหารไทยในลอสแอนเจลิส ซึ่งสะท้อนความพยายามของคนไทยในการสร้างพื้นที่และตัวตนทางสังคมในอเมริกา อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะมีร้านอาหาร เทศกาล และย่านของตัวเอง แต่คนไทยจำนวนมากยังอยู่ในสถานะคล้าย “subaltern” หรือกลุ่มชายขอบในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะแรงงานร้านอาหาร ผู้หญิง และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร ซึ่งแทบไม่มีเสียงในภาพแทนทางการของชุมชนไทย
ส่งท้าย Flavors of Empire ยังเสนอว่า อาหารไทยในอเมริกาไม่ใช่เพียงเรื่องของรสชาติ แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจ การอพยพ ชนชั้น และการต่อรองอัตลักษณ์ของคนไทยในสังคมอเมริกัน อาหารไทยจึงเป็นทั้งพื้นที่แห่งโอกาส ความภูมิใจ และในเวลาเดียวกันก็สะท้อนความไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา #หมายเหตุประเพทไทย #คนไทยในอเมริกา

Thursday May 07, 2026
'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลก | BookBar EP.16
Thursday May 07, 2026
Thursday May 07, 2026
ทั้งโลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมกัน พยายามแก้ไข ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผล อาจจะเพราะความเห็นแก่ตัวแบะเห็นแก่เผ่าพันธุ์ตนเองของมนุษย์...หรือเปล่า?
เพราะเราเชื่อว่ามีเราเท่านั้นที่คิดและรู้สึกได้ สิ่งที่มิใช่มนุษย์จึงถูกผลักไปอยู่อีกฝั่ง แต่ถ้าเราคิดว่าก้อนหิน ปลาหมึก หรือวาฬ ก็ไม่ต่างจากเรา จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งอื่นๆ เท่าเทียมกับเรา...หรือเปล่า?
#BookBar ตอนนี้สนทนากับเก่งกิจ กิติเรียงลาภ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียน 'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง

Monday May 04, 2026
“โง่และขี้เกียจ” อ่านวาทกรรมความจนของชนบทไทยยุคพัฒนา | หมายเหตุประเพทไทย
Monday May 04, 2026
Monday May 04, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “โง่และขี้เกียจ: วาทกรรมความจนของชนบท ของชนชั้นนำไทย ท่ามกลางการปะทะของแนวคิดแบบอเมริกันและวัฒนธรรมจีน พ.ศ. 2500-2514” ของ วิเชิด ทวีกุล และภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เผยแพร่ในวารสารการบริหารท้องถิ่น ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มี.ค. 2569) (อ่านบทความ) ซึ่งชวนย้อนกลับไปสำรวจ “ยุคพัฒนา” ของรัฐไทย ว่าความยากจนของชนบทถูกอธิบายและทำให้กลายเป็น "ชุดความจริง" ทางสังคมอย่างไร
โดยในช่วงที่รัฐไทยเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 (หรือ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ในเวลาต่อมา) ภายใต้อิทธิพลความรู้ เงินทุน และเทคนิคจากสหรัฐอเมริกา ภาคชนบทถูกวางให้เป็นฐานรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกัน คนชนบทกลับถูกอธิบายผ่านวาทกรรมว่า “โง่” เพราะขาดการศึกษา ไม่เปิดรับเทคโนโลยี และหลงเชื่อคอมมิวนิสต์ได้ง่าย รวมถึงถูกมองว่า “ขี้เกียจ” เพราะยังไม่ทำงานหนักพอ ไม่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และไม่ปรับตัวตามแบบการพัฒนาใหม่ของรัฐ
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบ “ชาวชนบทไทย” กับ “คนจีน” ในยุคนั้น เมื่อวาทกรรมเรื่องคนจีนขยัน อดออม ส่งลูกเรียน และถีบตัวขึ้นเป็นชนชั้นกลาง ถูกใช้ตัดกับภาพคนชนบทไทยที่ถูกทำให้ดูไร้การศึกษา ล้าหลัง และต้องรอรัฐเข้าไปพัฒนา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายความจน แต่เป็นวิธีสร้างความชอบธรรมให้รัฐรวมศูนย์เข้าไปจัดการชีวิตชนบท
ช่วงท้ายรายงาน ชวนพิจารณามรดกของวาทกรรม “โง่และขี้เกียจ” ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมและการเมืองไทยร่วมสมัย ตั้งแต่เพลง “ผู้ใหญ่ลี” ที่สะท้อนช่องว่างระหว่างรัฐกับชนบท ไปจนถึงภาษาของรัฐในยุคหลังรัฐประหารที่ยังแฝงท่าทีสั่งสอนประชาชน เช่น แคมเปญรณรงค์ ‘รับ’ ประชามติรัฐธรรมนูญปี 2559 และกรณีเอกสารราชการหัวข้อ “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ในปี 2561

Monday Apr 27, 2026
โกฮัง หมาหาบ้าน | หมายเหตุประเพทไทย
Monday Apr 27, 2026
Monday Apr 27, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนคุยหลังชม โกฮัง..หัวใจโกโฮม ภาพยนตร์จาก 3 ผู้กำกับ ชยนพ บุญประกอบ, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ อัตตา เหมวดี ที่ชวนมองชีวิต “คนเลี้ยงหมา” ผ่านสายตาของ “หมาหาบ้าน” ใน 3 ช่วงชีวิต 3 ความสัมพันธ์ ได้แก่ ฮิโระ วิศวกรชาวญี่ปุ่น, น้ำชา แม่บ้านชาวพม่าในบ้านพักพิงสุนัข และเปเล่กับใจดี นักศึกษามหาวิทยาลัย
เรื่องราวของ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ทำให้ผู้ชมซึ้งเพราะสะเทือนชีวิตของ “หมา” หรือสะท้อนชีวิต “คน” กันแน่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] วันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย. เวลาหกโมงเย็น

Wednesday Apr 22, 2026
'หนังสือฮีลใจ' ยาชาแก้อาการทุนนิยมเป็นพิษ | BookBar EP.15
Wednesday Apr 22, 2026
Wednesday Apr 22, 2026
สิบกว่าปีที่ผ่านมา หนังสือฮีลใจเป็นกระแสที่ยึดพื้นที่ชั้นหนังสือไว้ได้หลายชั้น บางสำนักพิมพ์แตกตัวมาจับตลาดนี้โดยเฉพาะ
Book Bar ตอนนี้ร่วมสำรวจปรากฏการณ์หนังสือฮีลใจผ่านมุมมองมานุษยวิทยา คุณจะพบว่าในโลกทุนนิยม หนังสือฮีลใจคือพื้นที่เล็กๆ สำหรับปลอบประโลม หลบภัย ฟื้นฟูเรี่ยวแรง เพื่อกลับไปสู้ใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง
คือยาชาที่จำเป็นในโลกทุนนิยมเป็นพิษ ไม่ว่าคุณจะมองหนังสือฮีลใจด้วยสายตาแบบไหนก็ตาม

Wednesday Apr 22, 2026
เส้นทางชีวิตผู้ลี้ภัยค้าบริการทางเพศกลางกรุง | หมายเหตุประเพทไทย
Wednesday Apr 22, 2026
Wednesday Apr 22, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนสำรวจชีวิตของ “ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง” ผ่านวิทยานิพนธ์ “เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร” (2567) ของ กวิสรา ทศพะรินทร์ (อ่านวิทยานิพนธ์) ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยบางส่วนในกรุงเทพฯ ที่ต้องเข้าสู่อาชีพค้าบริการทางเพศท่ามกลางข้อจำกัดด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และสถานะการอยู่อาศัย
ประเทศไทยยังไม่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง แม้ได้รับการรับรองจาก UNHCR แต่ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย และต้องเผชิญความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต ทั้งความเสี่ยงจากการจับกุม การเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐาน และการรอไปประเทศที่สามโดยไม่มีกำหนดเวลา
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ งานค้าบริการทางเพศจึงถูกมองโดยผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งว่าเป็นเพียง “ทางเลือกเพื่อความอยู่รอด” มากกว่าจะเป็นอาชีพที่ตั้งใจเลือก รายการชวนทำความเข้าใจทั้งประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยหญิงและชาย ตลอดจนมุมมองจากเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ ที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางกฎหมายและเศรษฐกิจ มากกว่าความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล
ช่วงท้ายของรายการ ชวนคิดต่อถึงแนวทางเชิงนโยบาย ทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย การเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการ และการลดอคติทางสังคม เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีมากขึ้น #หมายเหตุประเพทไทย

