Episodes

16 minutes ago
16 minutes ago
อาร์เธอร์ โชเปนฮาวเออร์ นักปรัชญาชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 19 ผู้มืดมน หม่นหมอง และอมทุกข์
เขาไม่ใช่มนุษย์คนแรกที่มองโลกแง่ร้าย แต่น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้มันเป็นระบบและศิลปะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของเขา มันทำให้เราพบว่าบางทีโลกต้องการคนมองโลกในแง่ร้ายผู้เป็น "เพื่อนร่วมทุกข์" มากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้
ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'
YouTube : https://www.youtube.com/watch?v=m0DFi-E4SdI
Spotify : https://pct.fyi/podcast-spotify
Apple Podcasts : https://pct.fyi/podcast-apple
Podbean : https://pct.fyi/podbeen

2 days ago
2 days ago
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงจากซีรีส์ ทนายปีศาจ ซึ่งประกอบด้วย ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับและผู้เขียนบทร่วม จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม รฐา โพธิ์งาม ณัฏฐ์ กิจจริต สองนักแสดงนำ ทนายปีศาจ จัดเป็นซีรีส์ดรามาชั้นศาล (Legal / Courtroom Drama Series) มีฉากเกี่ยวข้องกับการว่าความในศาล การปะทะกันทางความคิดและแผนการอันแยบยล ซีรีส์แนวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เช่นเรื่อง The Lincoln Lawyer (2022 – ปัจจุบัน) จากสหรัฐอเมริกา Extraordinary Attorney Woo (2022) และ Juvenile Justice (2022) จากเกาหลีใต้ ทนายปีศาจ จึงถือเป็นซีรีส์ดราม่าชั้นศาลของไทยเรื่องแรกจาก Netflix ที่ตีความการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าถึงได้
ซีรีส์ดรามาชั้นศาลมักจะได้รับความนิยมเมื่อผู้คนสิ้นหวังต่อกลไกและกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซีรีส์กระตุ้นให้ผู้ชมทบทวนว่าความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวและผลักให้คิดหลายมุม ในเรื่อง ทนายปีศาจ จิตตรี (รับบทโดย รฐา โพธิ์งาม) เสนอตัวเป็นทนายฝ่ายจำเลยช่วยว่าความให้ เมฆ (รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) โดยมีเงื่อนไขว่าเมฆต้องมาทำงานร่วมกัน เปรียบเหมือนการปะทะของสองชุดความคิด จิตตรีมุ่งมั่นแค่ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการโดยไม่สนใจวิธีการ เมฆยึดมั่นอุดมการณ์ หนทางที่ถูกต้องสำคัญกว่าเป้าหมายปลายทาง จิตตรีและเมฆมาร่วมทีมเพื่อเรียนรู้บางอย่างจากกัน ในขณะเดียวกัน การจับคู่สองตัวละครนี้แสดงให้เห็นการต่อสู้ระหว่าง “หญิงร้าย” กับ “นายสิ้นท่า” ในสังคมปิตาธิปไตย ผู้เสียเปรียบ (Underdog) ยังคงเป็นผู้หญิง คนชายขอบ ชนชั้นแรงงาน และขยายวงกว้างรวมชนชั้นกลางผู้มีต้นทุนทางสังคมด้วย เมฆมีอาชีพเป็นทนายและเป็นลูกผู้พิพากษาด้วย ซีรีส์เรื่อง ทนายปีศาจ เสนอประเด็นที่ทับซ้อนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ชนชั้น และสิทธิมนุษยชน ให้เห็นเครือข่ายของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
นอกจากเนื้อหาร่วมสมัยและเท่าทันเหตุการณ์แล้ว ซีรีส์ ทนายปีศาจ ยังมีวิธีการเล่าเรื่องซึ่งน่าสนใจ การใช้ฉากโคลสอัพแสดงภาษากายของจิตตรีกับเมฆ เช่น ยิ้มมุมปาก จิกมือ ลอบกลืนน้ำลาย เพื่อสื่อสารความขัดแย้งระหว่างความเปราะบางทางอารมณ์ภายในกับความพยายามสร้างเกราะกำบังอันแข็งแกร่งภายนอก ผู้ชมสามารถประยุกต์ความรู้ด้านอาชญาวิทยาเพื่อถอดรหัสภาษากายของตัวละคร ผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ ยังรักษาเอกลักษณ์เรื่องการเสนอความสมจริงของภาพมุมกว้าง สืบเนื่องมาจากพื้นฐานการกำกับสารคดี นักแสดงสมทบ อุปกรณ์ประกอบฉาก บริบทของฉากหลัง ล้วนถูกจัดสรรมาเป็นอย่างดี ได้ทั้งความสมจริงและการสื่อความหมายเชิงสัญญะในคราวเดียวกัน

Monday Jun 08, 2026
หนังวาบหวิวยุคเผด็จการเกาหลีใต้ | หมายเหตุประเพทไทย
Monday Jun 08, 2026
Monday Jun 08, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนพูดคุยตั้งต้นจากซีรีส์ Aema (มาดามแอมา) ของ Netflix ซึ่งพาผู้ชมย้อนกลับไปยังวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ในทศวรรษ 1970-1980 ภายใต้ระบอบเผด็จการของพัคชองฮีและชอนดูฮวัน ช่วงเวลาที่รัฐควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด แต่ในขณะเดียวกันกลับเปิดพื้นที่ให้ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศและความวาบหวิวเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ
จากจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ Madame Aema (1982) ที่มักถูกเรียกว่า “หนังอีโรติกเรื่องแรกของเกาหลีใต้” รายการชวนสำรวจประวัติศาสตร์ของ “หนังวาบหวิว” ของเกาหลีใต้ตั้งแต่ยุค “Hostess Films” ในสมัยพัคชองฮี ซึ่งเล่าเรื่องหญิงชนชั้นแรงงานที่ถูกผลักเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการทางเพศ ท่ามกลางความยากจน การกดขี่ และการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเผด็จการ ไปจนถึงยุค “Erotic Films” ในสมัยชอนดูฮวัน ที่รัฐผลักดันนโยบาย 3S (Sports, Screens, Sex) เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนออกจากการเมืองหลังเหตุการณ์สังหารหมู่กวางจู
เหตุใดรัฐบาลที่เคร่งครัดเรื่องศีลธรรมจึงยอมให้หนังเกี่ยวกับเรื่องเพศผ่านการเซ็นเซอร์ได้? หนังเหล่านี้เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูก หรือเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ร่างกาย เพศสภาพ และการควบคุมทางการเมือง? และอะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ในหนัง "Hostess Films" กับผู้หญิงชนชั้นกลางในหนังอีโรติกยุค 1980s?
ติดตามการเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ ที่เผยให้เห็นว่าแม้เผด็จการจะพยายามควบคุมการแสดงออกทางการเมืองเพียงใด แต่เรื่องเพศ ความปรารถนา และอุตสาหกรรมบันเทิง ก็ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุน เพศสภาพ และเสรีภาพในการแสดงออกของผู้คนในสังคม
พร้อมแนะนำบทความ “Film Censorship Policy During Park’s Chung Hee’s Military Regime (1960-1979) and Hostess Films” ของ Molly Hyo Kim (2016) มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (https://iafor.org/journal/iafor-journal-of-cultural-studies/volume-1-issue-2/article-3/) และวิทยานิพนธ์ “Desiring Bodies and Ascetic Regimes: Popular Erotic Film in South Korea from 1973 to 1985” ของ Matthew James Winchell (2012) มหาวิทยาลัยฮาวาย (https://scholarspace.manoa.hawaii.edu/items/10e43c62-bff8-4a1c-b4b6-e7d3cd5c2325)

Monday Jun 08, 2026
พิพาทดินแดนยิ่งมาก ภูมิภาคยิ่งสงบ? | หมายเหตุประเพทไทย
Monday Jun 08, 2026
Monday Jun 08, 2026
หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “Closing Pandora’s Box: Can Shared Vulnerability Underpin Territorial Stability?” ตีพิมพ์ในวารสาร International Organization (2026) บทความตั้งคำถามสำคัญต่อความขัดแย้งเรื่องดินแดนและพรมแดนระหว่างรัฐ ว่าทำไมหลายประเทศจึงเลือก “ยับยั้ง” ความทะเยอทะยานอยากขยายดินแดนของตนเอง แม้จะมีข้อพิพาทหรือมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนบางแห่งก็ตาม
บทความชิ้นนี้สำรวจแนวคิดที่เรียกว่า “Pandora’s box logic” หรือ “ตรรกะกล่องแพนดอรา” ซึ่งมองว่าการเปิดประเด็นแก้ไขพรมแดนหรืออ้างสิทธิ์ดินแดน อาจสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ให้รัฐอื่น ๆ ที่ไม่พอใจกับเส้นเขตแดนลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองตามไปด้วย จนกระทบเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค เพราะเมื่อรัฐหนึ่งเริ่มท้าทายสถานะเดิม ก็อาจไม่มีใครสามารถควบคุมผลลัพธ์ที่ตามมาได้อีก
แนวคิดเช่นนี้ถูกใช้บ่อยมากในบริบทของแอฟริกาหลังได้รับเอกราช ซึ่งหลายประเทศเลือกยอมรับพรมแดนเดิมที่มหาอำนาจอาณานิคมขีดไว้ แม้เส้นแบ่งเหล่านั้นจะไม่ได้สอดคล้องกับชาติพันธุ์ ภาษา หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะเกรงว่าหากเปิดประเด็นแก้พรมแดนขึ้นมา จะนำไปสู่ความขัดแย้งไม่รู้จบทั่วทั้งทวีป
รายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้จะพาไปสำรวจว่า “ความเปราะบางร่วมกัน” (shared vulnerability) สามารถกลายเป็นพื้นฐานของเสถียรภาพทางดินแดนได้จริงหรือไม่ เมื่อรัฐต่าง ๆ ต่างตระหนักว่าตนเองก็มีจุดอ่อนและอาจตกเป็นเป้าของการอ้างสิทธิ์เช่นเดียวกัน จึงเลือก “ยับยั้งกันและกัน” เพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้
อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป ผู้เขียนเสนอผ่านแบบจำลองทางทฤษฎีว่า แม้ความร่วมมือเพื่อรักษาพรมแดนเดิมจะเกิดขึ้นได้ แต่เงื่อนไขที่ทำให้เกิดเสถียรภาพเช่นนั้นค่อนข้างเปราะบางและจำกัด อีกทั้งระเบียบแบบนี้ก็ไม่เคยเป็น “ทางเลือกเดียว” เพราะรัฐยังสามารถเลือกใช้แนวทางเผชิญหน้าและท้าทายสถานะเดิมได้เสมอ หากเห็นว่าตนมีโอกาสได้เปรียบ
นอกจากนี้ยังชวนคิดต่อว่า แนวคิดเรื่อง “กล่องแพนดอรา” ถูกนำมาใช้อธิบายความขัดแย้งเรื่องดินแดนในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอย่างไร ตั้งแต่แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย ไปจนถึงกรณีร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับชาตินิยม พรมแดน และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ พร้อมตั้งคำถามว่า เสถียรภาพที่ตั้งอยู่บนความหวาดกลัวต่อการล่มสลายของระเบียบเดิมนั้น จะยั่งยืนได้จริงหรือไม่ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลับมารุนแรงอีกครั้ง

Wednesday May 27, 2026
เพศภาวะและอาณานิคมในสมัย ร.4 | หมายเหตุประเพทไทย
Wednesday May 27, 2026
Wednesday May 27, 2026
หมายเหตุประเพทไทย [Live] เย็นวันอาทิตย์นี้ ชวนอ่านบทความวิชาการ “ไหนๆ เกิดมาเป็นชาย ชีวิตยังไม่ทำลาย ไม่ควรจะประมาทดูหมิ่นกัน”: เพศภาวะและอาณานิคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานของ วรธิภา สัตยานุศักดิ์กุล และกรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ เผยแพร่ในวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 (มกราคม–มิถุนายน 2568) (อ่านบทความ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/277180/188594)
บทความชิ้นนี้พาผู้อ่านย้อนกลับไปสำรวจการเปลี่ยนแปลงเรื่อง “เพศภาวะ” ของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของจักรวรรดินิยมตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ส่งผลเพียงต่อการปฏิรูปบ้านเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังสั่นคลอนวิธีคิดเรื่อง “ความเป็นหญิง” และ “ความเป็นชาย” ของชนชั้นปกครองสยามด้วย
เมื่อสยามต้องเผชิญหน้ากับสายตาและมาตรฐานแบบตะวันตก ชนชั้นนำสยามปรับตัวเรื่องเพศภาวะอย่างไร ความเป็นชายของราชสำนักถูกท้าทายจากทั้งวาทกรรมสตรีนิยมและอุดมคติความเป็นชายแบบจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างไรบ้าง รวมถึงการพยายาม “ปรับแต่ง” ความสัมพันธ์หญิง-ชายให้สอดคล้องกับมาตรฐานศิวิไลซ์แบบตะวันตก โดยยังผสมอยู่กับคุณค่าจารีตเดิมของสังคมสยาม โดยเกิดดีเบตตั้งแต่ประเด็นการมีภรรยาหลายคนในราชสำนัก สามีขายภรรยาและลูกเป็นทาส ไปจนถึงเสรีภาพในการเลือกคู่ครองของสตรี ล้วนกลายเป็นพื้นที่ถกเถียงสำคัญในยุคที่สยามกำลังต่อรองกับโลกสมัยใหม่และอำนาจอาณานิคม
บทความนี้ยังชี้ให้เห็นว่า อำนาจของจักรวรรดินิยมตะวันตกไม่ได้จำกัดอยู่แค่กำลังทหารหรือการครอบงำทางเศรษฐกิจ แต่ยังแทรกซึมผ่าน “ความรู้” และ “มโนทัศน์” ที่เข้ามากำหนดว่าอะไรคือความศิวิไลซ์ อะไรคือความล้าหลัง และอะไรคือความสัมพันธ์หญิง-ชายที่ “เหมาะสม” ในสายตาโลกสมัยใหม่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้

Thursday May 21, 2026
Hannah Arendt และกำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ | หมายเหตุประเพทไทย
Thursday May 21, 2026
Thursday May 21, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านหนังสือสำคัญของฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) เรื่อง The Origins of Totalitarianism หรือ กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ผลงานคลาสสิกชิ้นสำคัญทางทฤษฎีการเมืองที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1951 และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ท่ามกลางความสับสนของผู้คนต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมอเมริกัน
อาเรนต์เป็นนักคิดการเมืองชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้เผชิญภัยคุกคามจากลัทธินาซีและต้องลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอเขียนผลงานสำคัญจำนวนมาก เช่น The Human Condition, Eichmann in Jerusalem, On Revolution และ On Violence โดยเฉพาะ The Origins of Totalitarianism ที่พยายามทำความเข้าใจลัทธินาซีและลัทธิสตาลินในฐานะปรากฏการณ์การเมืองรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 20
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ลัทธิต่อต้านชาวยิว ลัทธิจักรวรรดินิยม และลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จ โดย Arendt ไม่ได้เสนอประวัติศาสตร์แบบเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามสำรวจ “องค์ประกอบ” ทางความคิด สังคม และการปฏิบัติ ที่ค่อย ๆ บรรจบกันจนทำให้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในประวัติศาสตร์
สำหรับอาเรนต์ ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ใช่เผด็จการทั่วไป แต่เป็นรูปแบบการปกครองใหม่ที่มุ่งควบคุมมนุษย์ทั้งภายนอกและภายใน ทำลายความเป็นปัจเจก ความหลากหลาย และความสามารถของมนุษย์ในการริเริ่มสิ่งใหม่ พร้อมเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอุดมการณ์ที่อ้างความจริงสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น “กฎของธรรมชาติ” ในลัทธินาซี หรือ “กฎของประวัติศาสตร์” ในลัทธิสตาลิน
อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “ความหวาดกลัว” และ “อุดมการณ์” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ความหวาดกลัวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือควบคุมผู้คน แต่ทำหน้าที่ทำให้อุดมการณ์กลายเป็นความจริง ขณะที่อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จเสนอคำอธิบายโลกทั้งหมดจากสมมติฐานเดียว จนทำให้มนุษย์ละทิ้งเสรีภาพในการคิด และยอมผูกตัวเองไว้กับตรรกะของขบวนการ
และอีกเงื่อนไขสำคัญก็คือ loneliness หรือความโดดเดี่ยว ที่ทำให้มวลชนจำนวนมากเปิดรับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เมื่อผู้คนรู้สึกไร้บ้าน ไร้ราก ไร้ความหมาย และไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลก อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จจึงเข้ามามอบคำอธิบาย อัตลักษณ์ และเป้าหมายใหม่ให้ชีวิต โดยอาเรนต์ย้ำเตือนว่า ตราบใดที่โลกยังผลิตความโดดเดี่ยวและความไร้ความหมาย ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ยังสามารถกลับมาเกิดขึ้นได้เสมอ

Monday May 11, 2026
“Flavors of Empire” ก่อร่างสร้างอาหารไทยในอเมริกา | หมายเหตุประเพทไทย
Monday May 11, 2026
Monday May 11, 2026
“อาหารไทย” ถูกมอง ถูกร่าง ถูกสร้าง และถูกขายอย่างไรในสหรัฐอเมริกา หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำหนังสือ Flavors of Empire: Food and the Making of Thai America (2017) ของมาร์ค ผดุงภัทร (Mark Padoongpatt) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเอเชียน-อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยเนวาดา
งานของมาร์คเสนอว่า “อาหารไทย” ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการกิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามเย็น การอพยพ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยชี้ให้เห็นว่า การที่อาหารไทยกลายเป็นที่นิยมในอเมริกา เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อไทยทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม
การเปิดตัว “Bangkok Market” ในย่านอีสต์ ฮอลลีวูด เมื่อปี ค.ศ. 1971 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนไทยในนครลอสแอนเจลิส เพราะตลาดแห่งนี้ทำให้คนไทยเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญ เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกแกง หลังจากก่อนหน้านั้นต้องใช้วัตถุดิบทดแทนจากตลาดคนจีนหรือของท้องถิ่น จนไม่สามารถสร้างรสชาติ “ยำ” แบบไทยได้เต็มที่ “Bangkok Market” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนไทยรักษาความทรงจำ ความรู้สึกเป็นบ้าน และสร้างเครือข่ายชุมชนในสังคมอเมริกันผ่านอาหาร
ในทศวรรษ 1980-1990 ร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิสเติบโตอย่างมาก เริ่มมีแนวคิดอาหารไทยแบบไม่เผ็ด “not-too-spicy” มีกรณีของ Tommy Tang เชฟไทยในเวสต์ ฮอลลีวูด ที่ปรับอาหารไทยให้เข้ากับรสนิยมของชนชั้นกลางอเมริกัน ด้วยอาหารฟิวชันและรสชาติที่ไม่เผ็ดจัดเกินไป ผู้เขียนชี้ว่า ร้านอาหารไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ “ความเป็นไทย” ถูกจัดวางและขายให้ผู้บริโภคอเมริกันในฐานะสิ่ง exotic น่าตื่นเต้น และแตกต่าง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบที่ตลาดอเมริกันยอมรับได้
หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึง “ไทยทาวน์” และเทศกาลอาหารไทยในลอสแอนเจลิส ซึ่งสะท้อนความพยายามของคนไทยในการสร้างพื้นที่และตัวตนทางสังคมในอเมริกา อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะมีร้านอาหาร เทศกาล และย่านของตัวเอง แต่คนไทยจำนวนมากยังอยู่ในสถานะคล้าย “subaltern” หรือกลุ่มชายขอบในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะแรงงานร้านอาหาร ผู้หญิง และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร ซึ่งแทบไม่มีเสียงในภาพแทนทางการของชุมชนไทย
ส่งท้าย Flavors of Empire ยังเสนอว่า อาหารไทยในอเมริกาไม่ใช่เพียงเรื่องของรสชาติ แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจ การอพยพ ชนชั้น และการต่อรองอัตลักษณ์ของคนไทยในสังคมอเมริกัน อาหารไทยจึงเป็นทั้งพื้นที่แห่งโอกาส ความภูมิใจ และในเวลาเดียวกันก็สะท้อนความไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา #หมายเหตุประเพทไทย #คนไทยในอเมริกา

Thursday May 07, 2026
'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลก | BookBar EP.16
Thursday May 07, 2026
Thursday May 07, 2026
ทั้งโลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมกัน พยายามแก้ไข ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผล อาจจะเพราะความเห็นแก่ตัวแบะเห็นแก่เผ่าพันธุ์ตนเองของมนุษย์...หรือเปล่า?
เพราะเราเชื่อว่ามีเราเท่านั้นที่คิดและรู้สึกได้ สิ่งที่มิใช่มนุษย์จึงถูกผลักไปอยู่อีกฝั่ง แต่ถ้าเราคิดว่าก้อนหิน ปลาหมึก หรือวาฬ ก็ไม่ต่างจากเรา จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งอื่นๆ เท่าเทียมกับเรา...หรือเปล่า?
#BookBar ตอนนี้สนทนากับเก่งกิจ กิติเรียงลาภ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียน 'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง

Monday May 04, 2026
“โง่และขี้เกียจ” อ่านวาทกรรมความจนของชนบทไทยยุคพัฒนา | หมายเหตุประเพทไทย
Monday May 04, 2026
Monday May 04, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “โง่และขี้เกียจ: วาทกรรมความจนของชนบท ของชนชั้นนำไทย ท่ามกลางการปะทะของแนวคิดแบบอเมริกันและวัฒนธรรมจีน พ.ศ. 2500-2514” ของ วิเชิด ทวีกุล และภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เผยแพร่ในวารสารการบริหารท้องถิ่น ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มี.ค. 2569) (อ่านบทความ) ซึ่งชวนย้อนกลับไปสำรวจ “ยุคพัฒนา” ของรัฐไทย ว่าความยากจนของชนบทถูกอธิบายและทำให้กลายเป็น "ชุดความจริง" ทางสังคมอย่างไร
โดยในช่วงที่รัฐไทยเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 (หรือ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ในเวลาต่อมา) ภายใต้อิทธิพลความรู้ เงินทุน และเทคนิคจากสหรัฐอเมริกา ภาคชนบทถูกวางให้เป็นฐานรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกัน คนชนบทกลับถูกอธิบายผ่านวาทกรรมว่า “โง่” เพราะขาดการศึกษา ไม่เปิดรับเทคโนโลยี และหลงเชื่อคอมมิวนิสต์ได้ง่าย รวมถึงถูกมองว่า “ขี้เกียจ” เพราะยังไม่ทำงานหนักพอ ไม่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และไม่ปรับตัวตามแบบการพัฒนาใหม่ของรัฐ
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบ “ชาวชนบทไทย” กับ “คนจีน” ในยุคนั้น เมื่อวาทกรรมเรื่องคนจีนขยัน อดออม ส่งลูกเรียน และถีบตัวขึ้นเป็นชนชั้นกลาง ถูกใช้ตัดกับภาพคนชนบทไทยที่ถูกทำให้ดูไร้การศึกษา ล้าหลัง และต้องรอรัฐเข้าไปพัฒนา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายความจน แต่เป็นวิธีสร้างความชอบธรรมให้รัฐรวมศูนย์เข้าไปจัดการชีวิตชนบท
ช่วงท้ายรายงาน ชวนพิจารณามรดกของวาทกรรม “โง่และขี้เกียจ” ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมและการเมืองไทยร่วมสมัย ตั้งแต่เพลง “ผู้ใหญ่ลี” ที่สะท้อนช่องว่างระหว่างรัฐกับชนบท ไปจนถึงภาษาของรัฐในยุคหลังรัฐประหารที่ยังแฝงท่าทีสั่งสอนประชาชน เช่น แคมเปญรณรงค์ ‘รับ’ ประชามติรัฐธรรมนูญปี 2559 และกรณีเอกสารราชการหัวข้อ “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ในปี 2561

Monday Apr 27, 2026
โกฮัง หมาหาบ้าน | หมายเหตุประเพทไทย
Monday Apr 27, 2026
Monday Apr 27, 2026
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนคุยหลังชม โกฮัง..หัวใจโกโฮม ภาพยนตร์จาก 3 ผู้กำกับ ชยนพ บุญประกอบ, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ อัตตา เหมวดี ที่ชวนมองชีวิต “คนเลี้ยงหมา” ผ่านสายตาของ “หมาหาบ้าน” ใน 3 ช่วงชีวิต 3 ความสัมพันธ์ ได้แก่ ฮิโระ วิศวกรชาวญี่ปุ่น, น้ำชา แม่บ้านชาวพม่าในบ้านพักพิงสุนัข และเปเล่กับใจดี นักศึกษามหาวิทยาลัย
เรื่องราวของ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ทำให้ผู้ชมซึ้งเพราะสะเทือนชีวิตของ “หมา” หรือสะท้อนชีวิต “คน” กันแน่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] วันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย. เวลาหกโมงเย็น

